
ผ่าวิกฤต เจาะลึกทิศทาง “ตลาดอสังหาริมทรัพย์” ไทย: บทเรียนจากอดีตสู่แนวโน้มปี 2026 ใครคือผู้รอดในสมรภูมิเดือด
ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในแวดวงการลงทุนและพัฒนาที่ดินมาทศวรรษเต็ม ผมได้เห็นวงจรขึ้นลงของธุรกิจนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าช่วงรอยต่อระหว่างปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นบททดสอบที่ “หิน” ที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไทย หลายคนอาจมองภาพภายนอกว่าตึกสูงยังคงผุดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้า หรือหมู่บ้านหรูยังเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลขผลประกอบการที่แท้จริงของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือกระจกสะท้อนความจริงที่ไม่สามารถโกหกได้
บทความนี้ ผมจะพาทุกท่านไปชำแหละข้อมูลเชิงลึกแบบ “บรรทัดต่อบรรทัด” จากผลการดำเนินงานของ 41 บริษัทอสังหาฯ ชั้นนำ เพื่อวิเคราะห์ว่าท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ ใครคือของจริงที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ และทิศทางจากนี้ไปจนถึงปี 2569 (2026) เทรนด์การอยู่อาศัยและการลงทุนจะเปลี่ยนทิศไปในทางใด
ภาพรวมตลาดอสังหาฯ: เมื่อ Momentum ที่คาดหวัง กลายเป็นภาพลวงตา
ย้อนกลับไปมองภาพรวมที่ผ่านมา เราต่างคาดหวังว่าธุรกิจจะ Take off หรือพุ่งทะยานขึ้นหลังจากผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาด แต่ความเป็นจริงกลับสวนทาง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ กลับเข้าสู่ภาวะชะลอตัว (Slowdown) อย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยลบถาโถมเข้ามาตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ ลากยาวมาจนถึงไตรมาสสุดท้ายที่เป็นช่วง High Season ซึ่งปกติจะเป็นนาทีทองของการระบายสต็อก แต่กลับกลายเป็นว่ากำลังซื้อยังคงซึมลึกต่อเนื่องข้ามปี
ตัวเลขรายได้รวมของทั้ง 41 บริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีมูลค่ารวมกันอยู่ที่ 371,560 ล้านบาท หากดูเผินๆ อาจดูมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ลดลง -1.2% สิ่งที่น่ากังวลกว่าตัวเลขรวมคือ “สัดส่วนผู้บาดเจ็บ” เพราะมีถึง 25 บริษัทจาก 41 บริษัท ที่ประสบปัญหารายได้หดตัว
นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่บอกว่า “การขายบ้านและคอนโดมิเนียม” ในยุคนี้ ไม่ใช่แค่สร้างเสร็จแล้วจะขายได้อีกต่อไป ปัจจัยเรื่อง สินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่เข้มงวดขึ้น (Rejection Rate สูงลิ่ว) และหนี้ครัวเรือน เป็นกำแพงหนาที่กั้นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
เจาะลึกกลุ่มรายได้: เมื่อยักษ์ใหญ่ยังสะเทือน
ความน่าสนใจของการวิเคราะห์ข้อมูลชุดนี้คือ แม้แต่บริษัทระดับ Top Tier ก็ยังได้รับผลกระทบ การที่รายได้รวมลดลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับรายเล็ก แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” (Land & Houses) ก็ยังเผชิญกับตัวเลขรายได้รวมที่ติดลบถึง -18% หรือแม้แต่ผู้นำตลาดอย่าง “ศุภาลัย” และ “พฤกษา โฮลดิ้ง” ก็หนีไม่พ้นแรงดึงดูดของสภาวะตลาดขาลง โดยมีรายได้ลดลง -10% และ -9% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตย่อมมีฮีโร่เสมอ ในปีที่ยากลำบากนี้ แสนสิริ ได้ผงาดขึ้นครองแชมป์ด้านรายได้รวม ด้วยมูลค่าสูงถึง 39,082 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12% เฉือนชนะคู่แข่งตลอดกาลอย่าง เอพี (ไทยแลนด์) ที่ทำรายได้รวมไป 38,399 ล้านบาท ไปอย่างเฉียดฉิว การขับเคี่ยวของสองค่ายนี้เปรียบเสมือนมวยคู่เอกที่แลกหมัดกันคนละที โดยแสนสิริเน้นภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่งและการตลาดที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ในขณะที่เอพีเน้นการกระจายพอร์ตสินค้าครอบคลุมทุกเซกเมนต์
ความจริงที่ซ่อนอยู่: “รายได้จากการขาย” ตัวชี้วัดฝีมือที่แท้จริง
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์ เราจะไม่ดูแค่ “รายได้รวม” (Total Revenue) เพราะตัวเลขนี้อาจรวมกำไรจากการขายที่ดิน การขายสินทรัพย์เข้ากองทุน หรือรายได้จากธุรกิจโรงแรมและการเช่า แต่ถ้าจะวัดฝีมือการพัฒนาที่อยู่อาศัยจริงๆ ต้องดูที่ “รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์” (Revenue from Sales)
เมื่อกางตัวเลขชุดนี้ออกมา ภาพการแข่งขันจะเปลี่ยนไปทันที!
ภาพรวมรายได้จากการขายของทั้ง 41 บริษัทอยู่ที่ 268,460 ล้านบาท ลดลงถึง -11% ซึ่งถือว่ารุนแรงกว่ารายได้รวมมาก นี่คือเครื่องยืนยันว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ภาคการขายที่อยู่อาศัยกำลังเผชิญหน้ากับ Real Demand ที่หดตัวอย่างรุนแรง
ในสมรภูมินี้ เอพี (ไทยแลนด์) พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็น “ตัวจริง” เรื่องการขาย ด้วยตัวเลขรายได้จากการขายสูงสุดที่ 36,927 ล้านบาท แซงหน้าแสนสิริที่ทำได้ 32,829 ล้านบาท สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งเอพีและแสนสิริ เป็นเพียงไม่กี่บริษัทที่ยังสามารถประคองตัวเลขให้อยู่ในแดนบวก หรือลดลงเพียงเล็กน้อย ท่ามกลางคู่แข่งที่บาดเจ็บหนัก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ไรมอน แลนด์ ที่รายได้จากการขายหายไปกว่า -78% หรือ แอล.พี.เอ็น. (LPN) ที่รายได้หดตัวเกือบ -40% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่าง และตลาดลักชัวรี่บางกลุ่ม มีความเปราะบางสูงมาก หากสินค้าไม่ตอบโจทย์ หรือ ทำเล ไม่ใช่ Prime Location จริงๆ การปิดการขายเป็นเรื่องยากเข็ญอย่างยิ่ง
กำไรสุทธิ: บรรทัดสุดท้ายที่ตัดสินผู้ชนะ
คำกล่าวที่ว่า “ยอดขายคือความภูมิใจ แต่กำไรคือความจริง” ยังคงใช้ได้เสมอในโลกธุรกิจ การขายดีไม่ได้แปลว่าจะมีกำไรเหลือเก็บ หากบริหารจัดการต้นทุน (Cost Management) ไม่ดีพอ
ในปีที่ผ่านมา กำไรสุทธิรวมของทั้งกลุ่มลดลง -11% เหลือเพียง 44,165 ล้านบาท และมีบริษัทที่ขาดทุนถึง 12 แห่ง บางรายขาดทุนสะสมต่อเนื่องตั้งแต่ยุคโควิด-19 และยังหาทางกลับมาไม่ได้
แต่ในกลุ่มผู้นำ เราได้เห็นกลยุทธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (Land & Houses): แม้ยอดขายบ้านจะลดลง แต่ยังคงครองแชมป์ “กำไรสุทธิ” สูงสุดที่ 7,495 ล้านบาท เคล็ดลับความสำเร็จไม่ใช่แค่การขายบ้าน แต่คือ “การบริหารพอร์ตการลงทุน” โดยในปีดังกล่าวมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุนกว่า 2,500 ล้านบาท นี่คือความเก๋าเกมของรุ่นใหญ่ที่ใช้ Recurring Income และ Asset Monetization มาช่วยพยุงผลประกอบการ
ศุภาลัย: ยังคงรักษามาตรฐานการทำกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยนโยบายการคุมต้นทุนก่อสร้างและการเงินที่วินัยสูง ทำกำไรไปได้ 6,083 ล้านบาท
แสนสิริ: สร้างปรากฏการณ์กำไรเติบโตพุ่งพรวด 42% แตะ 5,846 ล้านบาท ผลจากการโอนโครงการระดับลักชัวรี่ที่ทำกำไรต่อหน่วยสูง และการบริหารจัดการสต็อกที่มีประสิทธิภาพ
เซ็นทรัลพัฒนา (CPN): ม้ามืดที่น่าจับตามองที่สุด การกระโดดจากธุรกิจรีเทลมาลุย ตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพื่อขาย เริ่มผลิดอกออกผล ด้วยรายได้จากการขายที่โตขึ้นถึง 103% และกำไรที่เริ่มเห็นเป็นกอบเป็นกำ โมเดล Mixed-use ที่ผนวกห้างสรรพสินค้าเข้ากับคอนโดมิเนียม ยังคงเป็น “สูตรสำเร็จ” ที่ทรงพลัง
วิเคราะห์เจาะลึก: ปัจจัยอะไรที่ทำให้บางบริษัท “รอด” ในขณะที่คนอื่น “ร่วง”
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมพบว่า Key Success Factors ของผู้ชนะในปีที่ยากลำบากนี้ ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก:
Brand Trust (ความเชื่อมั่นในแบรนด์):
ในยุคที่ผู้บริโภคไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ พวกเขาจะไม่เสี่ยงซื้อบ้านกับแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคย การที่ Top 5 กวาดส่วนแบ่งตลาดไปเกือบหมด สะท้อนว่าผู้ซื้อยอมจ่ายแพงกว่าเล็กน้อยเพื่อแลกกับความมั่นใจว่าจะได้บ้านที่มีคุณภาพ บริการหลังการขายที่ดี และนิติบุคคลที่เข้มแข็ง
Product Diversification (การกระจายความเสี่ยง):
บริษัทที่พึ่งพาคอนโดมิเนียมเพียงอย่างเดียว หรือเน้นทาวน์โฮมราคาถูกเพียงอย่างเดียว มักจะเจ็บตัวหนัก เอพีและแสนสิริ คือตัวอย่างของการกระจายพอร์ตสินค้า มีตั้งแต่คอนโดราคาประหยัด บ้านเดี่ยวหรู ไปจนถึง Super Luxury ทำให้เมื่อเซกเมนต์หนึ่งชะลอตัว ยังมีอีกเซกเมนต์มาช่วยพยุงรายได้
Financial Discipline (วินัยทางการเงิน):
การบริหาร Cash Flow หรือกระแสเงินสด เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย บริษัทที่มีหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ต่ำ จะมีความยืดหยุ่นในการปรับลดราคาหรือจัดโปรโมชั่นเพื่อระบายสต็อก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ยธนาคารที่ไล่หลัง
ส่องเทรนด์อนาคต: ทิศทางตลาดอสังหาฯ ไทย สู่ปี 2026
เมื่อมองข้ามช็อตไปข้างหน้า จากฐานข้อมูลปี 2566 สู่แนวโน้มปี 2567-2569 (2024-2026) ผมเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลง (Transformation) ครั้งใหญ่ที่นักลงทุนและผู้ซื้อบ้านต้องรู้:
ยุคสมัยแห่ง Pet Humanization:
โครงการที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ (Pet-Friendly) จะไม่ใช่แค่ Niche Market อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น Standard Requirement คอนโดมิเนียมรุ่นใหม่ต้องมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับสัตว์เลี้ยง หากโครงการไหนไม่มี จะเสียโอกาสในการขายกลุ่มคนรุ่นใหม่ไปกว่า 40%
Green Living & Sustainability:
เทรนด์บ้านประหยัดพลังงาน ติดตั้ง Solar Roof พร้อม EV Charger จะเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะแข่งขันกันที่เทคโนโลยีประหยัดพลังงานมากขึ้น
การกลับมาของ “บ้านมือสอง” และการ “รีโนเวท”:
เมื่อราคาบ้านใหม่พุ่งสูงขึ้นตามราคาที่ดินและค่าก่อสร้าง การมองหา บ้านมือสอง ในทำเลดีๆ นำมาปรับปรุงใหม่ จะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าสำหรับผู้บริโภค และเป็นโอกาสทองของนักลงทุนรายย่อย (Flipper)
Location ยังคงเป็นพระเจ้า แต่ต้องลงลึกระดับ Micro:
คำว่า “ติดรถไฟฟ้า” อาจไม่พออีกต่อไป แต่ต้องเป็น “รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน” หรือ “สายสีเขียว” ที่วิ่งเข้าเมืองโดยตรง ทำเลส่วนต่อขยายที่ไกลเกินไป อาจประสบภาวะ Oversupply ไปอีกหลายปี
บทสรุป: โอกาสในวิกฤต สำหรับผู้ที่มองเห็น
บทสรุปจากผลประกอบการปี 2566 ไม่ได้บอกว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กำลังจะตาย แต่กำลังบอกว่าตลาดกำลังทำการ “คัดกรอง” อย่างเข้มข้น ปลาใหญ่ที่ปรับตัวได้เร็วยังคงว่ายน้ำต่อไปได้ ในขณะที่ปลาที่เชื่องช้าจะถูกกระแสน้ำพัดพาไป
สำหรับผู้บริโภค ช่วงเวลานี้คือ “ตลาดของผู้ซื้อ” (Buyer’s Market) อย่างแท้จริง บริษัทต่างๆ แข่งขันกันทำโปรโมชั่น “อยู่ฟรี” “ลดราคา” หรือ “ฟรีค่าโอน” เพื่อดึงดูดลูกค้า หากคุณมีความพร้อมทางการเงิน มีเครดิตที่ดี นี่คือจังหวะที่จะได้ของดีในราคาที่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะโครงการจากแบรนด์ใหญ่ที่ต้องการระบายสต็อก
อย่างไรก็ตาม การ กู้ซื้อบ้าน ในยุคดอกเบี้ยผันผวนต้องอาศัยการวางแผนที่รัดกุม การเลือกลงทุนในอสังหาฯ ต้องมองให้ขาดทั้งทำเลและศักยภาพในการปล่อยเช่าหรือขายต่อในอนาคต อย่าดูแค่ราคาถูก แต่ให้ดูที่ “มูลค่าที่แท้จริง”
โลกการลงทุนไม่มีคำว่าหยุดนิ่ง และข้อมูลคืออาวุธที่สำคัญที่สุด หากคุณกำลังมองหาบ้านในฝัน หรือต้องการจัดพอร์ตการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนนี้ การมีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์จะช่วยให้คุณก้าวพลาดน้อยที่สุด
พร้อมหรือยังที่จะเป็นเจ้าของอสังหาฯ ที่ใช่ ในเวลาที่ถูกต้อง? เริ่มต้นวางแผนอนาคตที่อยู่อาศัยและการลงทุนของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว คลิกเพื่อรับคำปรึกษาพิเศษหรือค้นหาโครงการศักยภาพสูงที่คัดสรรมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ